MENU

VPN split tunneling คืออะไร ทำงานอย่างไร พร้อมประโยชน์และข้อจำกัด

VPN split tunneling คืออะไร ทำงานอย่างไร พร้อมประโยชน์และข้อจำกัด

การใช้ VPN ในยุคนี้กลายเป็นเรื่องปกติของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป ไม่ว่าจะเพื่อความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว หรือเข้าถึงเนื้อหาจากต่างประเทศ แต่ปัญหาที่หลายคนเจอคือเมื่อเปิด VPN แล้วบางแอปทำงานช้าลง หรือเข้าธนาคารไม่ได้

ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า VPN split tunneling จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง โดยช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะส่งทราฟฟิกของแอปไหนผ่าน VPN และของแอปไหนให้วิ่งตรงผ่านอินเทอร์เน็ตปกติ ผลลัพธ์คือสมดุลที่ดีระหว่างความปลอดภัย ความเร็ว และความสะดวก

บทความนี้จะพาทำความเข้าใจ VPN split tunneling คืออะไร (What is a VPN split tunneling?) ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทต่าง ๆ ประโยชน์ ความเสี่ยง ไปจนถึงตัวอย่างการใช้งานจริง

目次

VPN split tunneling คืออะไร (What is a VPN split tunneling?)

VPN split tunneling คือฟีเจอร์ของบริการ VPN ที่อนุญาตให้ผู้ใช้แบ่งทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตออกเป็นสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือทราฟฟิกที่ถูกเข้ารหัสและส่งผ่านอุโมงค์ VPN

ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งคือทราฟฟิกที่วิ่งตรงผ่าน ISP ปกติโดยไม่ผ่าน VPN แทนที่จะบังคับให้ทุกอย่างวิ่งผ่านอุโมงค์เดียวกัน

ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้อย่างยืดหยุ่นว่าทราฟฟิกประเภทใดควรได้รับการปกป้องและทราฟฟิกประเภทใดสามารถวิ่งตรงเพื่อความเร็วและความเข้ากันได้กับบริการในประเทศ

อ้างอิง: ExpressVPN

คำนิยามแบบกระชับ

ในทางเทคนิค split tunneling คือการกำหนดเส้นทางเครือข่ายหรือ routing ที่ให้แพ็กเก็ตบางส่วนวิ่งเข้าสู่อุโมงค์เข้ารหัสของ VPN และอีกบางส่วนวิ่งออกทางการ์ดเครือข่ายปกติของอุปกรณ์

การแบ่งนี้สามารถทำได้ตามแอปพลิเคชัน ตามโดเมน ตามที่อยู่ IP ปลายทาง หรือแม้แต่ตามประเภทของทราฟฟิก

ทำไมเรียกว่า split tunneling

คำว่า split tunneling สื่อตรงตัวว่าเป็นการแยกอุโมงค์ออกจากกัน อุโมงค์ในที่นี้หมายถึงช่องทางการสื่อสารที่ถูกเข้ารหัสระหว่างอุปกรณ์ของผู้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์ VPN

เมื่อเปิดใช้ split tunneling อุโมงค์นี้จะไม่ครอบคลุมทราฟฟิกทั้งหมดอีกต่อไป แต่จะครอบคลุมเฉพาะส่วนที่ผู้ใช้กำหนดเท่านั้น

VPN split tunneling ทำงานอย่างไร

เพื่อให้เข้าใจการทำงานของ split tunneling อย่างชัดเจน เราต้องดูที่กระบวนการตั้งแต่ระดับระบบปฏิบัติการไปจนถึงระดับเครือข่าย ระบบจะทำงานร่วมกันหลายชั้นเพื่อตัดสินใจว่าแพ็กเก็ตแต่ละชิ้นควรเดินทางไปทางไหน

อ้างอิง: 42Gears

หลักการทำงานพื้นฐาน

เมื่อเปิดใช้ VPN แบบมาตรฐาน ระบบปฏิบัติการจะสร้าง virtual network adapter ขึ้นมาและกำหนด default route ให้ทราฟฟิกทุกอย่างวิ่งผ่านอะแดปเตอร์เสมือนนี้ก่อนถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ VPN

เมื่อเปิด split tunneling ระบบจะปรับ routing table หรือใช้กลไกการดัก policy-based routing เพื่อบอกว่าทราฟฟิกของแอปบางตัวหรือปลายทางบางแห่งไม่ต้องวิ่งผ่านอะแดปเตอร์เสมือนนั้น แต่ให้ใช้ default route ของอินเทอร์เน็ตปกติแทน

การแบ่งการรับส่งข้อมูล

การแบ่งทราฟฟิกอาจเกิดขึ้นได้หลายระดับ ในระดับเคอร์เนล แอป VPN จะสร้างกฎสำหรับ packet filter หรือ firewall เพื่อเปลี่ยนเส้นทางของแพ็กเก็ตที่ตรงเงื่อนไข

ในระดับ user space ตัวแอป VPN จะตรวจสอบ process ID ของแอปที่ส่งทราฟฟิกออกมาแล้วเลือกอุโมงค์ที่เหมาะสม ในระดับ DNS ระบบจะแก้ปัญหาชื่อโดเมนผ่าน resolver ของ VPN หรือ ISP ขึ้นอยู่กับการตั้งค่า

กฎและนโยบายในการเลือกเส้นทาง

ผู้ดูแลระบบหรือผู้ใช้สามารถสร้างกฎที่ละเอียดได้ เช่น ส่งทราฟฟิกของเบราว์เซอร์ผ่าน VPN แต่ให้แอปธนาคารวิ่งตรง หรือกำหนดให้โดเมนของบริการสตรีมมิ่งวิ่งผ่าน VPN เพื่อปลดบล็อกเนื้อหา

ในขณะที่บริการในประเทศไทยทั้งหมดวิ่งตรงเพื่อความเร็ว ระบบจะตรวจกฎเหล่านี้แบบ first match wins โดยกฎที่ระบุเฉพาะเจาะจงจะมีความสำคัญสูงกว่ากฎทั่วไป

ประเภทของ VPN split tunneling

split tunneling ไม่ได้มีรูปแบบเดียว ผู้ให้บริการแต่ละรายเลือกวิธีต่างกันตามกลุ่มผู้ใช้และความสามารถของแพลตฟอร์ม ความเข้าใจประเภทต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้ใช้เลือกใช้ได้ตรงกับความต้องการ

App-based split tunneling

ประเภทนี้แบ่งทราฟฟิกตามแอปพลิเคชัน ผู้ใช้สามารถเลือกรายการแอปที่ต้องการให้วิ่งผ่าน VPN หรือเลือกแอปที่ต้องการให้ข้ามไม่ผ่าน VPN

วิธีนี้พบมากในบริการ VPN บน Windows และ Android เพราะระบบสามารถระบุแอปได้จาก process หรือ package name มันเหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการแยกการใช้งานชัดเจน เช่น ให้แอป torrent วิ่งผ่าน VPN แต่ปล่อยให้แอปธนาคารใช้เครือข่ายปกติ

URL-based หรือ Domain-based split tunneling

ประเภทนี้ใช้กับเบราว์เซอร์เป็นหลัก ผู้ใช้สามารถระบุได้ว่าเมื่อเข้าเว็บไซต์ใดให้วิ่งผ่าน VPN เมื่อเข้าเว็บไซต์อื่นให้วิ่งตรง การตัดสินใจอาศัยการตรวจคำขอ DNS หรือ SNI ใน TLS handshake

ทำให้สามารถแยกได้แม้แอปเดียวกันจะเข้าหลายเว็บไซต์ในเวลาเดียวกัน วิธีนี้เป็นที่นิยมในรูปแบบ browser extension ของผู้ให้บริการ VPN ชั้นนำ

Inverse split tunneling

Inverse split tunneling คือการพลิกตรรกะ แทนที่จะกำหนดว่าอะไรวิ่งผ่าน VPN ผู้ใช้กำหนดว่าอะไรไม่วิ่งผ่าน VPN ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะถูกบังคับให้ผ่านอุโมงค์โดยอัตโนมัติ

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยเป็นหลักและยอมเปิดข้อยกเว้นเฉพาะบางแอปที่จำเป็น เช่น แอปธนาคารหรือบริการของรัฐบาลที่ตรวจจับ IP ต่างประเทศ

Dynamic split tunneling

Dynamic split tunneling เป็นรูปแบบที่ระบบปรับเปลี่ยนกฎอย่างอัตโนมัติตามเงื่อนไข เช่น ตามชนิดเครือข่ายที่เชื่อมต่อ ตามตำแหน่งของผู้ใช้ หรือตามนโยบายขององค์กรในรูปแบบ Zero Trust Network Access

ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งกฎด้วยตนเองทุกครั้ง ระบบจะตัดสินใจให้แทน วิธีนี้เป็นที่นิยมในระบบ VPN ระดับองค์กร

ประโยชน์ของการใช้ VPN split tunneling

การใช้ split tunneling มีข้อได้เปรียบหลายด้านที่ทำให้ฟีเจอร์นี้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับผู้ให้บริการ VPN รายใหญ่ในปัจจุบัน

ความเร็วและประสิทธิภาพดีขึ้น

เมื่อทราฟฟิกทุกอย่างถูกบีบให้ผ่านอุโมงค์ VPN เซิร์ฟเวอร์ปลายทางจะกลายเป็นคอขวด ทั้งในด้านแบนด์วิดท์และในด้าน latency การปล่อยให้ทราฟฟิกที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารหัสวิ่งตรงจะช่วยลดภาระของอุโมงค์ ทำให้ส่วนที่ใช้ VPN จริง ๆ ได้ความเร็วเต็มที่และหน่วงเวลาน้อยกว่า

การประหยัดแบนด์วิดท์

การส่งทราฟฟิกผ่าน VPN ใช้แบนด์วิดท์มากกว่าการส่งตรงเสมอ เพราะต้องมี overhead จากการเข้ารหัสและจากการห่อแพ็กเก็ตอีกชั้น สำหรับผู้ใช้ที่มีโควต้าแบนด์วิดท์จำกัด

เช่น ใช้เครือข่ายมือถือ หรือบริการ VPN ที่จำกัดทราฟฟิก split tunneling ช่วยให้ทราฟฟิกที่ไม่จำเป็นไม่ไปกินส่วนของอุโมงค์

การเข้าถึงเครือข่ายในและต่างประเทศพร้อมกัน

ผู้ใช้สามารถเปิดเข้าระบบ intranet ขององค์กรที่ต้องการ VPN พร้อม ๆ กับใช้บริการในประเทศที่ต้องการ IP ไทย เช่น บริการสตรีมมิ่งในประเทศหรือเว็บไซต์ของรัฐ ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องเปิดปิด VPN ไปมา

ความสะดวกในการใช้บริการธนาคารและบริการที่ผูกกับท้องถิ่น

ธนาคาร แอปการชำระเงิน หรือบริการที่ต้องตรวจสอบตำแหน่งของผู้ใช้มักบล็อก IP ที่มาจากเซิร์ฟเวอร์ VPN เพื่อป้องกันการฉ้อโกง split tunneling ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้แอปเหล่านี้ตามปกติได้พร้อมกับยังคงเปิด VPN ใช้กับแอปอื่นไว้

ลดปัญหาเรื่องการเข้ากันได้

บางอุปกรณ์ในเครือข่ายภายในบ้าน เช่น เครื่องพิมพ์ ระบบ smart home หรือ NAS ไม่สามารถเข้าถึงได้เมื่อทราฟฟิกถูกบังคับให้วิ่งผ่าน VPN เพราะ subnet ของอุโมงค์ไม่ตรงกับ subnet ของเครือข่ายภายใน การกันทราฟฟิก local network ไว้นอกอุโมงค์ทำให้ผู้ใช้ยังคงใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ได้ตามปกติ

ความเสี่ยงและข้อจำกัดของ split tunneling

แม้จะมีประโยชน์มาก แต่ split tunneling ก็มีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญที่ผู้ใช้ต้องเข้าใจก่อนเปิดใช้งาน

อ้างอิง: PureVPN

การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อทราฟฟิกบางส่วนวิ่งนอกอุโมงค์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือผู้สังเกตการณ์ในเครือข่ายเดียวกันสามารถมองเห็นข้อมูลของทราฟฟิกส่วนนั้นได้ตามปกติ หากผู้ใช้ตั้งกฎผิดหรือเข้าใจผิดว่าตัวเองได้รับการปกป้องอยู่ ก็มีโอกาสที่ข้อมูลที่ตั้งใจซ่อนจะรั่วออกไป

ความซับซ้อนในการตั้งค่า

การกำหนดกฎที่ถูกต้องและครอบคลุมต้องอาศัยความเข้าใจในระบบ ผู้ใช้ทั่วไปอาจสับสนว่าทำไมบางครั้งบางแอปยังเข้าเว็บผ่าน IP เดิมแม้ตั้งกฎไว้แล้ว สาเหตุอาจเกิดจากการ cache DNS หรือจากการที่แอปใช้ IP โดยตรงไม่ผ่านชื่อโดเมน ทำให้ระบบไม่สามารถตัดสินใจตามกฎที่ตั้งไว้ได้

การรั่วไหลของ DNS

หาก VPN ไม่ดูแลการแก้ปัญหา DNS ให้ดี การส่งคำขอ DNS อาจรั่วไปยัง resolver ของ ISP ในขณะที่ทราฟฟิกหลักวิ่งผ่าน VPN ผลคือ ISP รู้ว่าผู้ใช้เข้าเว็บอะไรแม้เนื้อหาจะถูกเข้ารหัส ผู้ให้บริการ VPN ที่ดีควรมีกลไกป้องกัน DNS leak สำหรับโหมด split tunneling โดยเฉพาะ

การใช้งานในองค์กร

ในบริบทขององค์กร split tunneling อาจขัดกับนโยบายความมั่นคงปลอดภัย เพราะเครื่องพนักงานที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในผ่าน VPN

แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตสาธารณะโดยไม่ผ่านระบบกรองของบริษัท จะกลายเป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้าสู่เครือข่ายภายในได้ องค์กรหลายแห่งจึงปิดฟีเจอร์นี้หรืออนุญาตเฉพาะแอปที่ตรวจสอบแล้ว

การหลีกเลี่ยง kill switch

kill switch คือฟีเจอร์ที่ตัดอินเทอร์เน็ตเมื่อ VPN หลุด เพื่อป้องกัน IP จริงรั่ว เมื่อใช้ split tunneling การทำงานของ kill switch จะซับซ้อนขึ้น เพราะมีทราฟฟิกที่ตั้งใจให้วิ่งนอกอุโมงค์อยู่แล้ว

ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่าเมื่อ VPN หลุดทราฟฟิกที่ตั้งไว้ให้ใช้ VPN อาจถูกตัด แต่ทราฟฟิกที่ตั้งให้วิ่งตรงจะยังคงไหลตามปกติ

กรณีใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างจากสถานการณ์ที่พบบ่อยจะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่าควรเปิด split tunneling เมื่อใด

การสตรีมเนื้อหาจากหลายประเทศ

ผู้ใช้ที่อยากดู Netflix หรือ Disney Plus คลังต่างประเทศต้องใช้ VPN เปลี่ยน IP แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังต้องการดูบริการสตรีมมิ่งในประเทศ

เช่น TrueID หรือ AIS Play ที่ตรวจ IP ไทย split tunneling แบบ app-based ทำให้แอป Netflix วิ่งผ่าน VPN ส่วนแอป TrueID วิ่งตรง ผู้ใช้จึงเปิดสองบริการพร้อมกันได้

การเล่นเกมออนไลน์

เกมเมอร์ที่ต้องการลดการโจมตี DDoS ขณะสตรีมเกมอาจเปิด VPN เฉพาะสำหรับซอฟต์แวร์สตรีม แต่ปล่อยให้ตัวเกมเชื่อมต่อตรงเพื่อ ping ที่ดีที่สุด หรือเปิด VPN เฉพาะเกมเพื่อเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ในภูมิภาคอื่น ในขณะที่ Discord ยังคงเชื่อมต่อตรงเพื่อเสียงคุยกันที่นิ่ง

การทำงานทางไกล

พนักงานที่ทำงานจากบ้านสามารถเปิด VPN ขององค์กรเฉพาะสำหรับเครื่องมือภายใน เช่น ระบบจัดการเอกสารหรือฐานข้อมูล ในขณะที่ทราฟฟิกการประชุมวิดีโอผ่าน Zoom หรือ Google Meet วิ่งตรงเพื่อคุณภาพภาพและเสียงที่ดีกว่า เพราะการบีบทุกอย่างผ่านเซิร์ฟเวอร์ VPN ขององค์กรมักทำให้คุณภาพการประชุมตก

การใช้อุปกรณ์ smart home

ผู้ใช้ที่มี smart speaker หรือกล้องวงจรปิดในบ้านมักไม่ต้องการให้อุปกรณ์เหล่านี้สับสนเรื่องตำแหน่งจาก IP ของ VPN การใช้ split tunneling ช่วยให้ทราฟฟิกของแอป control ของอุปกรณ์เหล่านี้วิ่งตรง ในขณะที่เบราว์เซอร์หรือแอปอื่น ๆ บนมือถือยังคงปกป้องด้วย VPN

การจัดการ torrent อย่างปลอดภัย

ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลด torrent ต้องการให้กิจกรรมนี้ผ่าน VPN เสมอเพื่อความเป็นส่วนตัว และไม่ต้องการให้แอปอื่นต้องช้าลงเพราะ VPN split tunneling แบบ app-based ทำให้ไคลเอนต์ torrent เป็นแอปเดียวที่บังคับผ่าน VPN ส่วนแอปอื่นใช้อินเทอร์เน็ตปกติ

วิธีตั้งค่า VPN split tunneling ในแต่ละแพลตฟอร์ม

การตั้งค่าจริงขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ VPN และระบบปฏิบัติการ ต่อไปนี้เป็นแนวทางทั่วไปที่ใช้ได้กับ VPN รายใหญ่หลายเจ้า

บน Windows

เปิดแอป VPN ของผู้ให้บริการแล้วเข้าไปที่หน้า settings มองหาตัวเลือกชื่อ split tunneling หรือ bypasser หรือ app whitelist เปิดสวิตช์ให้ใช้งาน

จากนั้นเลือกโหมดว่าจะใช้ระบบ include (เฉพาะแอปในรายการวิ่งผ่าน VPN) หรือ exclude (แอปในรายการไม่วิ่งผ่าน VPN) แล้วเพิ่มแอปที่ต้องการจากปุ่ม add application

หลังเพิ่มเสร็จให้ลองเชื่อมต่อ VPN และทดสอบโดยเปิด ipchicken เพื่อตรวจว่าแต่ละแอปแสดง IP ที่ต้องการหรือไม่

บน macOS

บน macOS ข้อจำกัดของระบบทำให้ split tunneling ทำงานได้ยากกว่าระบบอื่น เนื่องจาก Apple ไม่อนุญาตให้แอปจัดการ network extension ในลักษณะเดียวกับ Windows

ผู้ให้บริการ VPN บางรายแก้ปัญหานี้ด้วยการทำ proxy แบบ SOCKS5 หรือใช้ extension ระดับ kernel เปิดแอป VPN เข้าไปที่ preferences ค้นหาส่วน advanced หรือ network แล้วเปิดใช้ split tunneling

จากนั้นเลือกแอปจากรายการที่ระบบรู้จัก หากใช้ macOS รุ่นใหม่ตั้งแต่ Ventura อาจต้องอนุญาตสิทธิ์ network extension ใน System Settings ก่อน

บน Android

เปิดแอป VPN เลือกเมนู settings แล้วมองหาตัวเลือกชื่อ split tunneling หรือ per-app settings ระบบจะแสดงรายการแอปที่ติดตั้งในเครื่อง เลือกแอปที่ต้องการให้วิ่งผ่าน VPN หรือเลือกแอปที่ไม่ต้องการให้วิ่งผ่าน VPN ตามโหมดที่ผู้ให้บริการกำหนด หลังบันทึกการตั้งค่าให้เชื่อมต่อ VPN ใหม่และทดสอบ

บน iOS

iOS เป็นแพลตฟอร์มที่ split tunneling ทำงานได้จำกัดที่สุดเพราะข้อจำกัดของ Apple ที่ไม่อนุญาตให้แอป VPN เลือกแยกทราฟฟิกตามแอปอื่นได้ ผู้ให้บริการบางรายแก้ด้วยการใช้กฎตามโดเมนแทน

ผู้ใช้สามารถระบุโดเมนที่ไม่ต้องการให้วิ่งผ่าน VPN ในส่วน settings ของแอป หรือใช้ Shortcuts ของ iOS เพื่อสลับการเชื่อมต่ออัตโนมัติเมื่อเปิดแอปบางตัว ก่อนซื้อบริการ VPN สำหรับ iOS ควรตรวจดูว่ารองรับ split tunneling รูปแบบใด

บนเราเตอร์

การติดตั้ง VPN ที่เราเตอร์ทำให้ทุกอุปกรณ์ในบ้านได้รับการปกป้อง แต่บางอุปกรณ์อาจไม่ต้องการเช่นนั้น เราเตอร์ที่รองรับเฟิร์มแวร์ DD-WRT, Tomato, AsusWRT-Merlin หรือ OpenWRT

สามารถตั้ง policy-based routing ที่อนุญาตให้อุปกรณ์ที่ระบุด้วย MAC address หรือ IP วิ่งผ่าน VPN ในขณะที่อุปกรณ์อื่นวิ่งตรง วิธีนี้ให้ความยืดหยุ่นสูงและไม่ต้องลงแอปบนทุกอุปกรณ์

ผู้ให้บริการ VPN ที่รองรับ split tunneling

ผู้ให้บริการ VPN รายใหญ่ที่มีฟีเจอร์ split tunneling พร้อมใช้งานบนหลายแพลตฟอร์ม ได้แก่ NordVPN, ExpressVPN, Surfshark, Proton VPN, CyberGhost และ Private Internet Access ในแต่ละรายมีจุดเด่นแตกต่างกัน บางรายเน้นความง่ายต่อการใช้ บางรายเน้นกฎที่ละเอียดสำหรับผู้ใช้ระดับสูง

ก่อนตัดสินใจสมัครใช้บริการ ผู้ใช้ควรตรวจให้แน่ใจว่าฟีเจอร์ split tunneling รองรับแพลตฟอร์มที่ตนใช้งานหลักจริง ๆ เพราะหลายผู้ให้บริการรองรับเฉพาะบน Windows และ Android เท่านั้น ไม่รองรับ iOS หรือมีข้อจำกัดบน macOS

สิ่งที่ควรตรวจก่อนเลือก

ก่อนเลือกบริการที่จะใช้ ควรตรวจสามเรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือชนิดของ split tunneling ที่รองรับ ว่าเป็น app-based, URL-based, inverse หรือ dynamic

เรื่องที่สองคือนโยบายเก็บข้อมูล log ของผู้ให้บริการ เพราะแม้ทราฟฟิกบางส่วนจะวิ่งผ่าน VPN แต่หากผู้ให้บริการเก็บ log ละเอียด ก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี เรื่องที่สามคือการป้องกัน DNS leak โดยเฉพาะในโหมด split tunneling ที่มักเป็นจุดอ่อนของบริการบางราย

คำแนะนำในการใช้งานอย่างปลอดภัย

การเปิด split tunneling ไม่ได้ลดความปลอดภัยทันที แต่การใช้อย่างไม่ระวังก็เพิ่มความเสี่ยงได้ ต่อไปนี้เป็นแนวทางที่ผู้ใช้ทั่วไปควรทำตาม

เริ่มจากกฎที่จำเป็นจริงๆ

ไม่ควรกำหนดแอปจำนวนมากให้วิ่งนอกอุโมงค์ตั้งแต่แรก ควรเริ่มจากแอปที่จำเป็นจริง ๆ เช่น แอปธนาคารหรือบริการของรัฐที่บล็อก IP ต่างประเทศ ทำการทดสอบทีละขั้น เมื่อมั่นใจว่ากฎทำงานถูกต้องจึงค่อยเพิ่มแอปอื่น ๆ ตามต้องการ

ทดสอบ DNS leak สม่ำเสมอ

ใช้เว็บไซต์ทดสอบ DNS leak จากผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือเพื่อตรวจว่ามีคำขอ DNS รั่วออกนอกอุโมงค์หรือไม่ หากพบการรั่วให้ปรับการตั้งค่า DNS หรือเปลี่ยน resolver เป็นของ VPN ทั้งหมด

ระวังการเปิด VPN แบบ public Wi-Fi

เมื่อใช้ Wi-Fi สาธารณะที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรปิด split tunneling ชั่วคราวเพื่อให้ทุกทราฟฟิกวิ่งผ่านอุโมงค์ การปล่อยให้ทราฟฟิกบางส่วนวิ่งตรงในเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัยเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีในเครือข่ายเดียวกันดักจับข้อมูลที่ไม่ได้เข้ารหัสได้

ใช้ kill switch ร่วมกัน

หาก VPN รองรับการกำหนด kill switch แยกตามแอป ควรเปิดใช้กับแอปที่ต้องการความปลอดภัยสูง เช่น ไคลเอนต์ torrent หรือเบราว์เซอร์ที่ใช้สำหรับงานละเอียดอ่อน เพื่อให้เมื่ออุโมงค์หลุดจริง ๆ แอปนั้นจะถูกตัดอินเทอร์เน็ตทันทีแทนที่จะวิ่งตรง

สรุป

VPN split tunneling เป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ในยุคที่ความปลอดภัย ความเร็ว และความสะดวกต้องมาด้วยกัน ด้วยการแบ่งทราฟฟิกเป็นสองเส้นทาง ผู้ใช้สามารถปกป้องกิจกรรมที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ในขณะที่ยังคงเข้าถึงบริการในประเทศและแอปที่ผูกกับตำแหน่งได้ตามปกติ

ฟีเจอร์นี้มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ app-based ไปจนถึง dynamic แต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน ก่อนเปิดใช้งานควรเข้าใจหลักการทำงานและความเสี่ยง

รวมถึงเลือกผู้ให้บริการ VPN ที่รองรับการตั้งค่าแบบที่ต้องการบนแพลตฟอร์มที่ใช้งานหลัก เมื่อใช้อย่างถูกวิธี split tunneling จะกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ทำให้การใช้อินเทอร์เน็ตทั้งปลอดภัยและรวดเร็วในเวลาเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VPN split tunneling

1. VPN split tunneling ปลอดภัยไหม

ตัวฟีเจอร์เองไม่ลดความปลอดภัยของทราฟฟิกที่ยังวิ่งผ่านอุโมงค์ VPN แต่ทราฟฟิกที่ผู้ใช้กำหนดให้วิ่งนอกอุโมงค์จะถูกเปิดเผยต่อ ISP และเครือข่ายท้องถิ่นตามปกติ จึงควรเปิดใช้กับแอปที่ไม่ละเอียดอ่อนเท่านั้น และตรวจสอบการตั้งค่า DNS เพื่อป้องกันการรั่วไหล

2. ทำไมเปิด split tunneling แล้วบางแอปยังใช้ IP ของ VPN

สาเหตุที่พบบ่อยคือแอปนั้นใช้ระบบเครือข่ายร่วมกับ process อื่น หรือแอปยังคา cache DNS ที่ชี้ไปยัง IP เก่าอยู่ การปิดเปิดแอปใหม่หรือเคลียร์ cache มักช่วยแก้ปัญหา หากยังไม่หาย อาจเป็นเพราะกฎของ VPN เขียนตามชื่อแพ็กเกจของแอปที่ไม่ตรงกับ process จริงที่ส่งทราฟฟิก

3. split tunneling ใช้ได้กับ VPN ฟรีหรือไม่

VPN ฟรีส่วนใหญ่ไม่รองรับ split tunneling เพราะเป็นฟีเจอร์ระดับสูงที่ต้องการการพัฒนาแอปเฉพาะแต่ละแพลตฟอร์ม ผู้ใช้ที่ต้องการฟีเจอร์นี้จึงควรเลือก VPN แบบมีค่าบริการที่มีชื่อเสียง และตรวจรายการฟีเจอร์ก่อนสมัคร

4. split tunneling ทำให้ความเร็วเน็ตเร็วขึ้นจริงหรือไม่

เร็วขึ้นในแง่ของทราฟฟิกที่ไม่ต้องผ่านอุโมงค์ เพราะไม่มี overhead จากการเข้ารหัสและไม่ต้องวิ่งอ้อมผ่านเซิร์ฟเวอร์ VPN ส่วนทราฟฟิกที่ยังผ่าน VPN อาจเร็วขึ้นด้วย เพราะแบนด์วิดท์ของอุโมงค์ไม่ถูกแย่งกับแอปอื่นมากเท่าเดิม

5. ใช้ split tunneling ทำให้ Netflix ปลดบล็อกได้ทุกประเทศใช่หรือไม่

ไม่จำเป็น Netflix ใช้เทคนิคหลายชั้นในการตรวจจับ VPN ทั้งจาก IP, DNS, และพฤติกรรม split tunneling แค่ทำให้แอป Netflix วิ่งผ่าน VPN เท่านั้น หากผู้ให้บริการ VPN รายนั้นถูก Netflix บล็อกอยู่แล้ว split tunneling ก็ไม่ช่วย ผู้ใช้ต้องเลือก VPN ที่มีเซิร์ฟเวอร์ที่ยังสามารถผ่าน Netflix ได้และมี smart DNS ในตัว

よかったらシェアしてね!
  • URLをコピーしました!
  • URLをコピーしました!

この記事を書いた人

目次